นายธูป นาคเสน อายุ 39 ปี เกษตรกรบ้านฮวก ต.แสนทอง อ.ท่าวังผา จ.น่าน กล่าวถึงการเพาะขยายพันธุ์ไผ่ยักษ์ว่า ใช้ระยะเวลา 8 ปี เพื่อศึกษาเรื่องไผ่ยักษ์ หลังจากเห็นต้นไผ่ยักษ์จากการตกแต่งร้านกาแฟ จนนำไปสู่การค้นหาต้นตอ ซึ่งพบว่าอยู่ที่บ้านดอยติ้ว อ.ท่าวังผา จ.น่าน จึงเริ่มศึกษาค้นคว้าอย่างจริงจัง ด้วยการเพาะขยายกล้าพันธุ์ของไผ่ยักษ์ จากอัตราการรอดที่น้อยมาก เพียงร้อย 5-10 ปัจจุบันสามารถทำให้อัตราการรอดได้สูงถึงร้อยละ 90 โดยมองว่าเป็นการปรับพื้นที่เสื่อมโทรมเขาหัวโล้นจากการขยายพื้นที่ปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ มาทำสวนไผ่ ซึ่งได้ป่าคืนและก็สามารถทำรายได้ให้ตั้งแต่ปีแรก จะเป็นทางเลือกทางรอดให้เกษตรกรเมืองน่านได้

นายธูป กล่าวต่อว่า ได้ทดลองนำกล้าพันธุ์ไผ่ 3 สายพันธุ์ ได้แก่ ไผ่ยักษ์ พันธุ์ฟ้าหม่น และพันธุ์เปาะยักษ์ ปลูกในพื้นที่เขาหัวโล้นซึ่งเกิดจากความเสื่อมโทรมในการทำป่าข้าวโพด โดยค่อยๆทำไปที่ละนิดละน้อย ระยะเวลา 8 ปี ขยายพื้นที่ป่าไผ่ ได้ 8 สวน ในพื้นที่ อ.ท่าวังผา อ.เมืองน่าน และ อ.ภูเพียง รวมเนื้อที่กว่า 600 ไร่ ซึ่งพบว่าหากบริหารจัดการดีๆ จะทำให้มีรายได้ตั้งแต่ปีแรก และในทุกๆปีก็ไม่ต้องลงทุนเพิ่ม เนื่องจากไผ่สามารถแตกหน่อและออกกอเพิ่มได้เอง นับได้ว่าเป็นการลงทุนครั้งเดียว ไม่จำเป็นต้องเก็บเกี่ยวผลผลิตออกขายตามฤดูกาล เหมือนข้าวโพด มะม่วง ลำไย ลิ้นจี่ ทำให้ไม่ต้องเสี่ยงผลผลิตล้นตลาดและเสียหาย โดยมองว่าไผ่ เป็นพืชที่ดูแลง่าย ไม่ต้องใช้น้ำมาก ทนร้อนทนแล้งและไฟป่าได้ โดยไผ่ 3 พันธุ์ที่ทดลองปลูก เป็นไผ่ที่โตเร็ว ไม่มีขนคัน ลำต้นตรง เนื้อแข็งและหน่ออร่อย โดยปีแรก สามารถเก็บหน่อไผ่ขายได้ หน่อละ 50 บาท จากนั้นในช่วง 3-5 ปี ก็สามารถตัดลำต้นไผ่ส่งขายโรงงานเฟอร์นิเจอร์ได้ ซึ่งไผ่ยักษ์เพียง 1 ลำต้น สามารถทำเป็นโซฟาดีไซน์สวยๆ ขายได้ถึง 4,000 บาท และก็ยังเป็นที่สนใจของตลาดโลก อย่างเช่น ญี่ปุ่น จีน ออสเตรเลีย สเปน ยุโรป และอเมริกา ซึ่งทำดีไซน์เป็นแก้ว เป็นแจกัน เป็นเฟอร์นิเจอร์จากไผ่ ได้รับความสนใจมากและแนวโน้มตลาดยังถือว่าไปได้อีกมาก”


“ปัจจุบันมีรายได้จากสวนไผ่ ทั้งการขายหน่อ ขายลำต้น เพาะขายพันธุ์ ซึ่งเฉพาะขายกล้าพันธุ์ไผ่ยักษ์เฉลี่ยปีละ 2 หมื่นต้น ขายที่ต้นละ 400 บาท แต่ถ้ารวมกล้าพันธุ์ไผ่ชนิดอื่นๆ ทั้งปลูกขายลำต้น และพันธุ์สวยงาม ก็เฉลี่ยปีละ 1 แสนต้น ซึ่งสร้างรายได้ให้ปีละหลายล้านบาทเลยทีเดียว และยังได้ป่าไผ่คืนให้กับป่าน่าน โดยอนาคตอันใกล้นี้ เตรียมพัฒนาสวนไผ่ที่ดอยติ้ว อ.ท่าวังผา ซึ่งเป็นต้นกำเนิดไผ่ยักษ์ มีกอไผ่ยักษ์ที่ใหญ่ที่สุดในประเทศ ให้เป็นเส้นทางศึกษาและท่องเที่ยวเชิงเกษตรต่อไปด้วย”นายธูป กล่าว

ขณะที่ นายธนกร รัชตานนท์ นายกสมาคมพัฒนาไผ่ไทย เปิดเผยถึง ความร่วมมือของสมาคมพัฒนาไผ่ไทย กับ ศ.หงเชา ตัน ผู้เชี่ยวชาญด้านไผ่ มือหนึ่งจากประเทศจีน ที่ได้แลกเปลี่ยน ไผ่ 200 สายพันธุ์ โดยศ.หงเชา ชื่นชมไผ่เมืองน่าน ว่ามีคุณภาพดีมากในระดับภูมิภาคอาเซียนเทียบเท่าได้กับไผ่ของมณฑลยูนนาน พร้อมให้คำแนะนำว่า ไผ่เมืองน่าน จะต้องพัฒนาในเรื่องการเพิ่มปริมาณการให้ผลผลิตและการยืดอายุขัยของไผ่ โดยหลังจากนี้จะมีความร่วมมือกับทางสมาคมพัฒนาไผ่ไทยด้านเทคโนโลยีการปลูกและแปรรูปไผ่ เป้าหมายของสมาคมพัฒนาไผ่ไทย ต้องการใช้ป่าไผ่ ซึ่งในช่วงระยะเพียงแค่ 2 ปี จะทำให้พื้นที่ดินที่เสื่อมคุณภาพแห้งแล้ง กลายเป็นพื้นที่ดินชุ่มน้ำได้ ซึ่งจะเป็นตัวที่มาช่วยแก้ปัญหาเรื่องภูเขาหัวโล้น นอกจากนี้ จะเป็นพืชที่ส่งเสริมให้เป็นพืชเศรษฐกิจทางเลือกที่มีอนาคตของเกษตรกรเมืองน่านต่อไป

———————————–
Data from: khaosod

แบ่งปัน
farmky.com เราได้รวบรวมข้อมูลข่าวสารสาระความรู้ต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น กสิกรรม ปศุสัตว์ การประมง,เกษตรพอเพียง พืช ผัก สมุนไพร เพื่อเป็นศูนย์รวมและแนวทางในการทำการเกษตร