องุ่นต้นบราซิล ไม้ผลเศรษฐกิจโลกแต่ขาดการส่งเสริมในประเทศไทย
สวัสดีครับท่านผู้ฟังที่เคารพรักทุกท่านที่ได้ให้เกียรติติดตามรายการที่มีสาระน่ารู้ จากกรมส่งเสริมการเกษตรซึ่งในวันนี้ กระผม นาย กฤษฎา บัวนาค นักวิชาการส่งเสริมการเกษตรปฏิบัติการ นักวิชาการประจำกลุ่มพัฒนาพื้นที่พิเศษ กองส่งเสริมโครงการพระราชดำริ การจัดการพื้นที่และวิศวกรรมเกษตร กรมส่งเสริมเกษตรและสหกรณ์ ได้รับเกียรตินำเสนอข้อมูลที่น่าสนใจให้ท่านผู้ฟังผู้ติดตามรายการ ซึ่งในวันนี้ขอนำเสนอเรื่อง “องุ่นต้นบราซิล” ไม้ผลเศรษฐกิจโลกสู่การพัฒนาศักยภาพในประเทศไทย

องุ่นต้นหรือองุ่นต้นบราซิล เป็นไม้ผลเศรษฐกิจที่มีศักยภาพและคุณค่าทางเศรษฐกิจสูงมาก

ในแถบละตินอเมริกา(ทวีปอเมริกาใต้)  ในส่วนของประเทศไทยมีการนำเข้ามาทดลองปลูกตั้งแต่ปี พ.ศ.2531โดยได้รับมอบจากรัฐบาลประเทศบราซิล  ซึ่งกรมวิชาการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้มีการทดลองปลูก เพื่อศึกษาทดสอบศักยภาพในการส่งเสริมเป็นไม้ผลเศรษฐกิจ ที่สถานีทดลองเกษตรที่สูงดอยวาวี อำเภอแม่สรวย จังหวัดเชียงราย ซึ่งเป็นพืชที่มีการให้ผลผลิต(yields)สูงมากในประเทศไทย แต่ยังขาดการส่งเสริมและประชาสัมพันธ์ให้เข้าใจถึงคุณค่าทางโภชนาการและศักยภาพในการพัฒนาเป็นพืชเศรษฐกิจ นอกจากนี้แล้วในปัจจุบัน ในประเทศบราซิลซึ่งเป็นแหล่งต้นกำเนิดเชื้อพันธุ์(germplasm)เริ่มมีการออกกฎหมายสงวนและคุ้มครองสายพันธุ์องุ่นต้น โดยห้ามนำออกนอกประเทศ หากไม่ได้รับอนุญาตจากรัฐบาลบราซิล ซึ่งแสดงให้เห็นถึงคุณค่าและความสำคัญของไม้ผลชนิดนี้

องุ่นต้นบราซิล ถูกนำเข้ามาทดลองปลูก และขยายพันธุ์ในประเทศไทยกว่า 30 ปีแล้วสามารถเติบโตได้ดี มีผลให้เก็บรับประทานได้ อร่อยไม่แพ้การปลูกในประเทศบ้านเกิด คือ บราซิล โดยในประเทศบราซิล นอกจากนิยมปลูกเป็นไม้ผลในบริเวณบ้านแล้ว ยังนิยมปลูกในเชิงพาณิชย์ เก็บเอาผลไปแปรรูป ทำน้ำผลไม้ ผลิตเหล้าวิสกี้ชั้นดี ไวน์ และแชมเปญ ตลอดจนใช้ทำขนมหวานต่างๆเช่น ไอศกรีม เยลลี่ ท้าตและ ใช้ปรุงรสโยเกิร์ต  ซึ่งได้รับความนิยมจากผู้บริโภคอย่างแพร่หลาย อย่างไรก็ตาม “องุ่นต้นบราซิล” ยังมีสรรพคุณเป็นสมุนไพร ใช้รักษาโรคได้หลายอย่างด้วย โดยในบราซิลใช้ผิวของลำต้น เป็นยารักษาโรคหืด ลดการอักเสบเรื้อรังของต่อมทอนซิลได้ (วิธีรับประทาน ใช้ต้มน้ำดื่มกะจำนวนไม่มากนัก ดื่มวันละหลายครั้ง) จึงถือว่า “องุ่นต้นบราซิล” มีคุณค่าควรปลูกเป็นอย่างยิ่ง
องุ่นต้นบราซิล หรือ JABOTICABA มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า (PLINIA CAULIFLORA)ซึ่งที่มาของชื่อวิทยาศาสตร์ “cauliflora” อ้างถึงลักษณะการออกดอกติดผลจากลำต้นหรือกิ่งแก่ องุ่นต้นบราซิลอยู่ในวงศ์ MYRTACEAE ซึ่งเป็นวงศ์เดียวกับ หว้า ฝรั่งและ ชมพู่ ชื่อพื้นเมืองของผลไม้ชนิดนี้ในประเทศบราซิลคือ ฌาบูชีกาบา ซึ่งมีที่มาจากคำว่าจาตูปี (jabuti) ซึ่งมีความหมายว่าเต่าบก (tortoise) สนธิกับคำว่ากาบา( caba )ซึ่งหมายถึงสถานที่หรือผืนป่า เป็นการอ้างถึงสถานที่ที่พบองุ่นต้นในครั้งแรกเต็มไปด้วยเต่าบก หรือผลสุกที่ร่วงหล่นของผลไม้ชนิดนี้เป็นที่โปรดปรานของบรรดาเต่าบกทั้งหลายเป็นอย่างยิ่ง และชื่อดังกล่าวเรียกเพี้ยนจนเป็นที่มาของชื่อสามัญภาษาอังกฤษคือ จาโบติกาบา  ชื่อในภาษาอินเดียนพื้นเมืองกัวรานีคือ เยอวาปูรุ(yvapurũ) โดย เยอวา(yva) หมายถึงผลไม้ ปูรุ(purũ) หมายถึงเสียงของผลไม้เมื่อถูกกัดเสียงดังแบบกัดผลไม้เนื้อฉ่ำน้ำ ซึ่งอ้างถึงความแน่นเนื้อผิวสัมผัสเมื่อกัดผลองุ่นต้น ความสำคัญและคุณค่าขององุ่นต้นบราซิลเคยถูกใช้เป็นตราของธงประจำชาติบราซิล ธงกอนตาเกม มินัส เกราอิส บราซิล ในยุคหนึ่ง ใน จีน มาเก๊า ฮ่องกง สิงคโปร์  ไต้หวันและบางส่วนของภูมิภาคแคริบเบียนนิยมทำเป็นบอนไซ ในบราซิล ชื่อของผลไม้ชนิดนี้ ฌาบูชีกาบายังมีความหมายถึงสิ่งที่แปลกมหัศจรรย์ของประเทศ  ในส่วนของ
ลักษณะทางพฤกษศาสตร์องุ่นต้นบราซิลเป็นไม้ยืนต้นเนื้อแข็ง ต้นสูง 10-15 เมตร ลำต้นใหญ่ เปลือกต้นเป็นสีน้ำตาลเทา แตกกิ่งก้าน สาขาเป็นพุ่มกว้างและหนาแน่นมาก ใบเป็นเดี่ยว ออกเรียงสลับ เป็นรูปรีแกมรูปขอบขนาน ปลายแหลม โคนใบสอบ ใบดกและให้ร่มเงาดีมาก โดยเฉพาะ เวลาแตกยอดอ่อน ใบจะเป็นสีแดงสดใส ก่อนจะเปลี่ยนเป็นสีเขียว เมื่อใบแก่ ทำให้ดูสวยงามยิ่ง ที่สำคัญนักเลง “บอนไซ” หรือ ไม้แคระ นิยมเอา “องุ่นต้นบราซิล” ไปปลูกเป็นบอนไซลงกระถางสวยงามมาก ดอกเป็นสีขาว ออกตามลำต้นและกิ่งก้าน ตั้งแต่ดอกบานจนถึงผลแก่เก็บเกี่ยวได้ใช้ระยะเวลา 30-35 วัน มีนิสัยติดผลทะวายตามธรรมชาติโดยในปีหนึ่งสามารถทยอยติดผลปีละ6-7รุ่น ในประเทศจีนเรียกผลไม้ชนิดนี้ว่า “ช่อไข่มุกนิลมังกร” และยังมีความเชื่อว่าเป็นไม้ผลมงคลหากผู้ใดปลูกแล้วสามารถออกดอกติดผล จะเพิ่มความเป็นสิริมงคลให้กับบ้านหรือผู้ปลูกด้วยบารมีของมังกรนิลกาฬ “ผล” เป็นรูปทรงกลม หรือรูปกลมรีเล็กน้อย ผลโตเต็มที่ ประมาณผลตะขบป่า ผลสุกเป็นสีม่วงเกือบดำ ออกเป็นกระจุกหนาแน่น ตามลำต้นกิ่งก้าน อย่างน้อย 70-80 ผล  มองเผิน ๆ คล้ายลูกหว้า เนื้อในฉ่ำน้ำเล็กน้อย คล้ายเนื้อลูกไหนของจีน รสชาติหวานปนฝาดนิด ๆ กรอบอร่อยมาก ภายในมีเมล็ด 1 เมล็ด ติดผลได้เรื่อย ๆ ขยายพันธุ์ด้วยเมล็ด ทาบกิ่งและตอนกิ่ง ปัจจุบัน “องุ่นต้นบราซิล”  ปลูกได้ในดินทั่วไป โตเร็ว ไม่ชอบน้ำท่วมขังแต่ชอบน้ำชุ่มฉ่ำแบบสม่ำเสมอ ระยะเวลาให้ผลผลิตหลังจากปลูก 2 ปีติดผล(ต้นที่ได้จากการตอนกิ่งและทาบกิ่ง) ถ้าต้นที่เกิดจากการเพาะเมล็ดจะใช้เวลาประมาณ 5 ปีเริ่มติดผล ผลสุก เป็นสีม่วง หรือ ม่วงดำ คล้ายสีของผลหว้า แต่เปลือกจะเหนียว และหนากว่า เวลารับประทานเนื้อใน ต้องใช้เล็บจิก หรือฉีกให้เปลือกขาด จึงจะกินได้ เนื้อในเป็นสีขาวหุ้มเมล็ด เป็นปุยเหมือนเนื้อของกระท้อน รสชาติ เปรี้ยวนำปนหวานนิด ๆ คล้ายรสชาติของผลหว้าอร่อยมาก เวลาติดผล จะเป็นพวง หรือเป็นกลุ่มกระจายตามลำต้นและกิ่งก้านน่าชมยิ่ง เหมือนกับไข่ปลา หรือไข่กบสีดำติดกระจายอยู่บนต้นแปลกมากลูกจาโบทิคาบา  มีผู้เปรียบเทียบรสชาติขององุ่นต้นบราซิลไว้ว่า”ในวันแรกที่เด็ดจากต้นรสชาติจะคล้ายฝรั่ง  วันที่สองรสชาติจะคล้ายมังคุด  วันที่สามรสชาติคล้ายลิ้นจี่  วันที่สี่รสชาติจะคล้ายเสาวรสวันที่ห้ารสชาติคล้ายน้อยหน่า  วันที่หกถึงวันที่แปดรสชาติคล้ายองุ่น  รสชาติของลูกจาโบทิคาบา  จะที่ดีที่สุดคือในวันที่เก้า เมื่อมันสุกอย่างสมบูรณ์ มีรสชาติหวานมันและหอมมากๆ   จากคุณค่าดังกล่าว องุ่นต้นบราซิล จึงเป็นไม้ผลที่น่าปลูกเป็นอย่างยิ่ง

งานขั้นต่อไป คือ การขุดหลุมปลูกซึ่งควรเตรียมไว้ก่อนปลูกประมาณ ๒-๓ สัปดาห์เป็นอย่างน้อย เพื่อจะได้มีเวลาเตรียมกิ่งพันธุ์สำหรับปลูกต่อไป ขนาดของหลุมปลูกโดยทั่วไปควรจะกว้างพอ เพื่อให้รากอยู่ได้โดยไม่เกาะกันเป็นกระจุก สำหรับในดินทราย หรือดินร่วนปนทราย ขนาดของหลุมปลูกอาจเล็กกว่าในดินเหนียว หลุมปลูกควรมีขนาดอย่างน้อย คือ กว้าง ๕๐ ซม. ยาว ๕๐ ซม. และลึก ๕๐ ซม. ขนาดของหลุมปลูกที่โตกว่านี้จะไม่มีผลเสียแต่อย่างไร กลับจะเป็นประโยชน์ต่อการเจริญเติบโตของพืชเสียอีก เพราะเมื่อต้นไม้เติบโตขึ้น รากจะเพิ่มขนาด และขยายกินวงกว้างออกไป

ถ้าการเตรียมดินไว้เป็นบริเวณกว้าง การไชชอนของรากจะสะดวก และเป็นประโยชน์ต่อพืชมาก แต่ปัญหามีอยู่ว่า การขุดหลุมปลูกให้กว้างมากเกินไปนั้นจะต้องใช้แรงงานมากขึ้น ทำให้เปลืองค่าใช้จ่าย

ดินชั้นบนเป็นดินที่มีธาตุอาหาร และอินทรียวัตถุมาก เวลาเราขุดหลุมปลูกจึงควรเอาดินชั้นบนที่ลึกประมาณ ๒-๓ ซม. แยกไว้ต่างหาก และขุดเอาดินชั้นล่างแยกไว้เช่นกัน เอาดินชั้นบนที่ขุดออกนั้นผสมกับปุ๋ยคอก ปุ๋ยหมัก เศษใบไม้แห้งที่ผุดีแล้ว เพื่อใช้รองก้นหลุม และใช้กลบเมื่อวางกิ่งพันธุ์ลงในหลุมแล้ว ข้อควรระวังถ้าดินผสมดังกล่าวไม่พอ เราก็เอาดินล่างผสมกับปุ๋ยคอก หรือเศษพืชวัตถุเช่นเดียวกับที่คลุกกับดินชั้นบน การทำเช่นนี้จะทำให้พืชได้อาหารจากดินมากขึ้น และทำให้ดินในหลุมปลูกมีสมบัติทางกายภาพดีขึ้น เป็นต้นว่า ทำให้ถ่ายเทอากาศได้สะดวก และอุ้มน้ำได้ดี ดินที่ร่วนซุยทำให้รากไชชอนได้ง่าย ซึ่งจะช่วยในการเจริญของรากและต้นต่อไป

สำหรับเกษตรกรหรือท่านที่สนใจในการปลูกองุ่นต้นบราซิล หรือจาโบติกาบาในเบื้องต้นสามารถติดต่อเพื่อขอซื้อกล้าพันธุ์ซึ่งมีราคาตั้งแต่ 150-2,000 บาทตามขนาดของกิ่งพันธุ์และทรงพุ่มได้ที่เกษตรกรผู้ผลิตกล้าพันธุ์รายต่างๆดังนี้

——————————————————————

1 .สวนขวัญพรรณไม้ จังหวัดเชียงใหม่

สนใจสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่  คุณ สุขใจ จีนอ่อน โทร. 089-175-8253 or 089-999-3006

2.สวนในฝัน จังหวัดเชียงใหม่

สนใจสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่   คุณ ปฐมา เดชะ (ชื่อเล่น นาย) โทร. 0814233344, 0891918899

3.บ้านสวนรัตนสุวรรณ์ จังหวัดจันทบุรี

สนใจสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่   คุณ ไพรวัลย์ รัตนสุวรรณ์ โทร. 0861471027

4.สวนไม้หอม กรุงเทพมหานคร

สนใจสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่   คุณ สมใจ หอมจันทร์จีรัง  โทร. 0617307479

สำหรับในวันนี้กระผมในนาม  กองส่งเสริมโครงการพระราชดำริ การจัดการพื้นที่และวิศวกรรมเกษตร กรมส่งเสริมเกษตรและสหกรณ์ ขอขอบพระคุณท่านผู้ฟังทุกท่านที่ได้รับเกียรตินำเสนอข้อมูลที่น่าสนใจให้ท่านผู้ฟังซึ่งติดตามรายการ และหวังว่า “องุ่นต้นบราซิล” จะได้รับการพัฒนาไม้ผลเศรษฐกิจโลกสู่การพัฒนาศักยภาพในประเทศไทยต่อไปครับ

ขอบคุณข้อมูลจาก

นาย กฤษฎา บัวนาค นักวิชาการส่งเสริมการเกษตรปฏิบัติการ นักวิชาการประจำกลุ่มพัฒนาพื้นที่พิเศษ กองส่งเสริมโครงการพระราชดำริ

แบ่งปัน
farmky.com เราได้รวบรวมข้อมูลข่าวสารสาระความรู้ต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น กสิกรรม ปศุสัตว์ การประมง,เกษตรพอเพียง พืช ผัก สมุนไพร เพื่อเป็นศูนย์รวมและแนวทางในการทำการเกษตร